ทุกวันนี้ใครๆ ก็ให้ AI เขียนคอนเทนต์ได้ในไม่กี่วินาที ปัญหาคือพอทุกคนใช้เครื่องมือเดียวกัน คอนเทนต์ก็หน้าตาคล้ายกันไปหมด อ่านแล้วรู้เลยว่า AI เขียน ผมเลยสร้างระบบทำคลิปของตัวเอง โดยตั้งหลักไว้ข้อเดียวว่าเรื่องที่เราเชื่อ วิธีที่เราพูด และสิ่งที่เราเคยผ่านมา ต้องมาจากตัวเราเท่านั้น ส่วนงานที่ใช้แรงให้ AI ทำ คู่มือนี้เล่าว่าระบบทำงานยังไง บทเรียนที่ได้ระหว่างทาง และถ้าอยากทำบ้างจะเริ่มจากตรงไหน

หลักข้อเดียวของระบบ
ตัวตนเป็นของเรา AI เป็นมือ เรื่องที่เราเชื่อ วิธีที่เราพูด และสิ่งที่เราเคยผ่านมา ต้องมาจากตัวเราเท่านั้น ส่วนงานที่ใช้แรง เช่น ค้นข้อมูล ร่างบท ตรวจความถูกต้อง ตัดต่อ ให้ AI ทำ
บทพร้อมอัด ในรอบเดียว
30 คลิป
ความยาวต่อคลิป (9:16)
~2 นาที
งานที่ยังเป็นของผม
2 อย่าง
ระบบตัดต่อให้ต่อคลิป
20-40 นาที
ระบบนี้ทำอะไรได้
ผมใช้ทำคลิปสั้นพูดหน้ากล้องแนวตั้ง 9:16 ยาวประมาณ 2 นาที สำหรับช่องสายพัฒนาตัวเอง สมาธิ และการหายใจ คนดูส่วนใหญ่อายุ 45 ปีขึ้นไป ภาพรวมทั้งหมดเป็นแบบนี้
ตั้งโจทย์จากปัญหาของคนดู ↓ ค้นคำตอบจากคลังความรู้ (NotebookLM) ↓ สรุปเป็น "ข้อมูลที่ตรวจแล้ว" ของคลิปนั้น ↓ AI เขียนบทพูดตาม "DNA การเขียน" ของเรา ↓ ระบบตรวจบท (ความยาว ฮุก คำต้องห้าม ข้อเท็จจริง) ↓ เราอ่าน แก้ แล้วกดอนุมัติ ↓ บทขึ้น Teleprompter ในมือถือ แล้วอัด ↓ กดปุ่มเดียว ระบบตัดต่อให้ (ตัดเทค ใส่ภาพ ใส่ motion graphic ใส่เพลง)
รอบล่าสุดผมได้บทพร้อมอัด 30 คลิปในรอบเดียว ส่วนเวลาของผมเองเหลือแค่ 2 อย่าง คือ อ่านแล้วตัดสินใจ กับ อัดคลิป

ส่วนที่ 1
สมองของช่อง
ก่อนจะให้ AI เขียนอะไร มันต้องรู้ก่อนว่าช่องนี้คือใคร พูดกับใคร และห้ามพูดอะไร ผมให้ AI สัมภาษณ์ผมแบบถามทีละข้อ (ตอนแรกมันถามมาทีละสิบข้อ ผมตอบไม่ไหว เลยบอกให้ถามทีละข้อ ได้คำตอบที่ลึกกว่าเยอะ) แล้วสรุปเป็นไฟล์ไม่กี่ไฟล์
| ไฟล์ | เก็บอะไร |
|---|---|
| brandbook | ใครพูด พูดกับใคร คนดูเจ็บปวดเรื่องอะไร และเรื่องที่ห้ามพูด |
| pillars | เสาคอนเทนต์ 3 ถึง 4 เรื่องที่ช่องจะพูดวนอยู่ |
| funnel | อยากให้คนดูทำอะไรต่อ ของผมช่วงแรกยังไม่ขายอะไร เลยมีแค่ "กดติดตาม" |
กฎเหล็กของส่วนนี้
AI ห้ามแต่งข้อมูลแบรนด์เอง ข้อไหนที่ผมยังไม่มีคำตอบ ให้เขียนไว้ว่า "รอข้อมูล" ห้ามเดา
ตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริง ผมบอกไว้ว่าไม่อยากเล่าเรื่องคุณแม่ และไม่อยากโชว์กราฟคลื่นสมองจากเครื่องที่ผมใช้ฝึกสมาธิ สองเรื่องนี้เลยกลายเป็นคำต้องห้ามในระบบ ระบบจะตรวจเจอทุกครั้งถ้ามีบทไหนหลุดมา
ส่วนที่ 2
เสียงของเรา (Writing DNA)
ส่วนนี้ผมแก้บ่อยที่สุด รอบแรกผมให้ AI วิเคราะห์คลิปเก่าของผมแล้วเขียนบทให้ ผลคือภาษาแข็ง ห้วน อ่านแล้วเหมือนพาดหัวข่าว ไม่ใช่ภาษาที่ผมพูดจริง
สิ่งที่ได้ผลคือผมเขียนบทที่ชอบเองให้ดู 3 เรื่อง แล้วให้ AI ถอดออกมาเป็น "Writing DNA" เช่น
- ▸บรรทัดแรกเป็นคำถามที่มีจังหวะหยุด เช่น "ทำไมพักแล้ว...ยังเหนื่อยอยู่?"
- ▸เปิดด้วยสถานการณ์ที่คนดูเคยเจอจริง แล้วค่อยพลิกมุม
- ▸ศัพท์อังกฤษต้องแปลไทยตามทันที
- ▸ซื่อตรง ไม่ขายฝัน มีประโยคแบบ "ไม่ได้หมายความว่า... นะครับ ยังไงก็ต้องลงมือทำ"
- ▸ปิดด้วยประโยคที่ย้อนกลับไปหาฮุก
- ▸สำนวนติดปากของผมที่เครื่องมือตรวจภาษามักจะตัดทิ้ง ต้องเก็บไว้
ทุกครั้งที่ผมแก้บทที่ AI เขียน ผมจะบอกว่าไม่ชอบตรงไหนและเพราะอะไร แล้วให้มันจดเป็น "บทเรียน" ต่อท้ายไฟล์ DNA เช่น
ตัวอย่างบทเรียนที่จดไว้
"คืนไหนมีเรื่องค้างใจ" คนพูดจริงจะพูดว่า "คืนไหนที่มีเรื่องค้างคาใจ" อย่าตัดคำเล็กๆ เพื่อให้สั้น
ไฟล์นี้เลยเก่งขึ้นเรื่อยๆ เหมือนสอนลูกมือคนหนึ่งให้เขียนแบบเรา
ส่วนที่ 3
คลังความรู้: ตั้งโจทย์จากคนดู แล้วค้นจากผู้เชี่ยวชาญ
ไอเดียไม่ตันเพราะส่วนนี้ ผมเอาคลิปของครีเอเตอร์สายพัฒนาตัวเองที่ผมชอบ 204 คลิปใส่ไว้ใน NotebookLM ในนั้นมีบทเรียนจากหนังสือดังๆ เยอะมาก เช่น Atomic Habits, The Untethered Soul, The 7 Habits
ผมไม่ได้หยิบชื่อคลิปของเขามาทำซ้ำ แต่ตั้งโจทย์จากปัญหาของคนดูผมเอง เช่น
- ▸"คนที่ลูกโตออกจากบ้านแล้ว จะหาความหมายของชีวิตช่วงต่อไปยังไง"
- ▸"คนที่ชอบเอาใจทุกคน จะเริ่มดูแลตัวเองโดยไม่รู้สึกผิดได้ยังไง"
แล้วให้ NotebookLM ไปค้นข้ามทั้ง 204 คลิป คำตอบที่ได้เป็นมุมใหม่ ที่รวมแนวคิดจากหลายคลิปหลายเล่มให้ตรงกับคนดูของเรา ตั้งโจทย์ 30 ข้อ ก็ได้ 30 มุมที่ไม่ซ้ำกัน
ข้อที่ต้องระวัง
NotebookLM ชอบแถมสถิติที่ไม่มีที่มา เช่น "คนเราคิดวันละ 60,000 เรื่อง" ผมจึงตั้งกติกาว่าตัวเลขหรืองานวิจัยไหนที่ยังไม่ได้ค้นยืนยันจากต้นฉบับ ห้ามใส่ในบทเด็ดขาด ส่วนแนวคิดจากหนังสือให้พูดแบบ "ในหนังสือเล่มนี้ ผู้เขียนบอกประมาณว่า..." ซึ่งเป็นการอ้างความเห็นของผู้เขียน ไม่ได้อ้างว่าเป็นความจริงทางวิทยาศาสตร์
ส่วนที่ 4
ใครเขียนบท: เลือกด้วยหู ไม่ใช่ด้วยเลขรุ่น
ระบบของผมใช้ Claude เป็นตัวหลัก แต่พอให้ Claude เขียนบทภาษาไทย ผมอ่านแล้วยังรู้สึกไม่ลื่น ลองเอาบทเดียวกันไปให้ ChatGPT เขียนใหม่ กลับอ่านลื่นกว่าเยอะ
ผมเลยทดสอบแบบไม่บอกว่าใครเขียน ให้หลายโมเดลเขียนเรื่องเดียวกัน ด้วยข้อมูลชุดเดียวกัน แล้วผมเลือกจากการอ่านอย่างเดียว ผลคือผมชอบ ChatGPT รุ่นที่เก่ากว่า มากกว่ารุ่นใหม่ล่าสุด บทเรียนจากเรื่องนี้
- 01ภาษาที่ "ลื่น" เป็นเรื่องของหูเจ้าของช่อง ไม่มีโมเดลไหนดีที่สุดสำหรับทุกคน ต้องลองแล้วเลือกเอง
- 02ไม่ต้องใช้ AI ตัวเดียวทำทุกอย่าง ตอนนี้ระบบผมให้ ChatGPT เขียนบทพูดอย่างเดียว ส่วน Claude ทำที่เหลือทั้งหมด คือค้นข้อมูล ตรวจข้อเท็จจริง แบ่งช่วงบท ตัดต่อ และที่สำคัญคือ Claude ห้ามแก้สำนวนที่ผมเลือกแล้ว เจอปัญหาให้รายงาน ไม่ใช่เขียนทับเอง
ส่วนที่ 5
ตรวจก่อนถ่าย
บทที่ AI เขียน ต่อให้ภาษาดีแค่ไหน ก็ต้องผ่านการตรวจก่อนถึงมือผม ผมแบ่งเป็น 2 ชั้น
ชั้นที่ 1 ตรวจด้วยโค้ด
กติกาที่วัดได้ ไม่ต้องพึ่งความรู้สึก
- ▸ฮุกต้องพูดจบภายใน 3 วินาทีครึ่ง
- ▸ความยาวรวมใกล้เป้า ระบบรู้ความเร็วพูดของผม (วัดจากคลิปจริงของผม ได้ประมาณ 13 ตัวอักษรต่อวินาที) เลยกะเวลาได้
- ▸ไม่มีคำต้องห้ามของช่อง
- ▸มีช่วงปิดท้ายชวนกดติดตาม
ชั้นที่ 2 ตรวจข้อเท็จจริง
- ▸ตัวเลขทุกตัว ชื่องานวิจัยทุกชิ้น ต้องตรงกับข้อมูลที่ค้นยืนยันไว้
- ▸ชื่อหนังสือกับแนวคิดที่อ้าง ต้องตรงกับหนังสือจริง
- ▸ห้ามแต่งประสบการณ์ของผม เช่น "ผมเองก็เคย..." ถ้าผมไม่ได้เล่าให้ระบบฟัง ห้ามเขียน
ผ่านสองชั้นนี้แล้วถึงจะมาถึงผม ผมอ่าน แก้ตรงไหนก็ได้ในหน้าเว็บของระบบ แล้วกดอนุมัติ

ส่วนที่ 6
อัด แล้วกดปุ่มเดียว
บทที่อนุมัติแล้วจะขึ้น Teleprompter ในมือถืออัตโนมัติ ผมอัดจบ ไฟล์ก็เข้าไปอยู่ในคลิปนั้นในระบบเลย พอกด "สร้างวิดีโอ" ระบบจะทำงานเบื้องหลังเองประมาณ 20 ถึง 40 นาที

- 01ถอดเสียงในเครื่อง (ไม่ได้ส่งไฟล์ออกไปไหน)
- 02เลือกเทคที่ดีที่สุดของแต่ละประโยค ตัดช่วงที่พูดผิด ตัดช่วงเงียบ
- 03วางแผนว่าช่วงไหนเป็นหน้าเรา ช่วงไหนเป็นภาพประกอบ ช่วงไหนเป็นกราฟิก โดยดูจากคำที่พูดจริง
- 04สร้างภาพประกอบด้วย AI
- 05ทำ motion graphic ช่วงที่อธิบายงานวิจัยหรือเปรียบเทียบ เช่น แผนผังกลุ่มทดลอง มาตรวัดความเครียด
- 06ใส่เพลงพื้นหลังเบาๆ แล้วเรนเดอร์
หน้าตาของทุกคลิปคุมด้วย Style Kit
หน้าตาของคลิปทุกคลิปคุมด้วยไฟล์เดียวชื่อ Style Kit ของช่อง เช่น สีประจำช่อง สไตล์ภาพ แนวเพลง ตำแหน่งหน้าต่างวิดีโอ ใส่ซับหรือไม่ใส่ แก้ไฟล์นี้ครั้งเดียว ทุกคลิปหลังจากนั้นเปลี่ยนตามหมด
ตอนดูคลิปแรกที่ระบบตัดออกมา ผมสั่งแก้ไป 4 อย่าง คือภาพต้องเต็มจอ หน้าผมต้องเป็นหน้าต่างเล็กๆ ด้านล่าง เอาซับออก และใช้กราฟิกให้มากขึ้น ทั้งหมดนี้ถูกจดลง Style Kit คลิปต่อๆ ไปเลยออกมาเป็นแบบนั้นเองโดยไม่ต้องสั่งซ้ำ
บทเรียนที่ได้ระหว่างสร้างระบบ
| บทเรียน | รายละเอียด |
|---|---|
| 1. ตัดส่วนที่ไม่ได้ใช้ทิ้ง ต่อให้ดูเป็นมืออาชีพแค่ไหน | ตอนแรกระบบผมมี "บรีฟส่งคนตัดต่อ" แบบละเอียดทีละช็อต ดูดีมาก แต่พอถึงเวลาตัดต่อจริง เวลาทุกช็อตต้องคิดใหม่จากเสียงที่อัดจริงอยู่ดี บรีฟถูกเขียนใหม่ราว 24 รอบ เปลือง token ไปหลายล้าน กับงานที่สุดท้ายแทบไม่ได้ใช้ ตอนนี้ตัดทิ้งไปแล้ว ขั้นตอนสั้นลงเยอะ |
| 2. ทีม AI หลายตัวไม่ได้ดีกว่าเสมอ | หลายระบบชอบโชว์ "ทีม AI 5 แผนก" แต่จริงๆ agent แต่ละตัวก็คือไฟล์คำสั่งหนึ่งไฟล์ ใช้โมเดลเดียวกัน แยกเป็นทีมคุ้มแค่ 3 กรณี คืองานที่ต้องอ่านข้อมูลเยอะแต่ได้ผลลัพธ์สั้น งานที่ทำพร้อมกันได้หลายชิ้น และงานที่ต้องการคนตรวจที่ไม่ใช่คนทำ นอกนั้นให้ตัวหลักทำเองดีกว่า เพราะมันรู้ว่าเราคุยอะไรกันมา |
| 3. ตัวเลขห้ามแต่ง | AI แต่งสถิติได้เนียนมาก และคนดูจับไม่ได้ ระบบต้องมีกติกาชัดว่าตัวเลขไหนใช้ได้ (ค้นยืนยันแล้ว) ตัวเลขไหนห้ามใช้ |
| 4. คนเป็นคนตัดสินเรื่องรสนิยม | ภาษาไหนลื่น ภาพไหนสวย คลิปไหนผ่าน ให้เจ้าของช่องเลือก AI เสนอได้ ทำตัวอย่างให้เทียบได้ แต่ไม่ควรตัดสินแทน |
| 5. เครื่องมือถอดเสียงพลาดได้ ต้องดูคลิปก่อนโพสต์ทุกครั้ง | คลิปแรกที่ระบบตัดต่อ มีช่วงหนึ่งที่ผมพูดค้างแล้วพูดใหม่ เครื่องมือถอดเสียงมองไม่เห็นคำที่พูดค้าง ระบบเลยไม่ได้ตัดออก ผมต้องชี้นาทีให้แก้ ตอนนี้เพิ่มขั้นตรวจจุดแบบนี้ให้ระบบหาเองแล้ว แต่การดูรอบสุดท้ายก็ยังเป็นงานของคน |
ถ้าอยากทำบ้าง เริ่มจากตรงไหน
ไม่จำเป็นต้องสร้างทั้งระบบในวันเดียว ผมแนะนำให้ทำตามลำดับนี้
- 01เขียนบทที่ชอบด้วยมือตัวเอง 3 เรื่อง นี่คือวัตถุดิบที่สำคัญที่สุด ไม่มีส่วนนี้ AI จะเขียนเป็นเสียงกลางๆ ของมันเอง
- 02ให้ AI สัมภาษณ์คุณทีละข้อ เพื่อทำ brandbook สั้นๆ ว่าคุณพูดกับใคร เรื่องอะไร ห้ามพูดอะไร
- 03ให้ AI ถอดบท 3 เรื่องนั้นเป็น Writing DNA แล้วทุกครั้งที่แก้บท ให้มันจดบทเรียนเพิ่ม
- 04หาคลังความรู้ 1 แหล่ง ใส่คลิปหรือหนังสือของผู้เชี่ยวชาญที่คุณเชื่อลงใน NotebookLM แล้วฝึกตั้งโจทย์จากปัญหาของคนดู
- 05ลองหลายโมเดลแบบไม่ดูชื่อ เลือกตัวที่เขียนแล้วคุณอ่านแล้วเป็นตัวคุณที่สุด
- 06ตั้งกติกาตรวจบทที่วัดได้ อย่างน้อยความยาวฮุกกับห้ามแต่งตัวเลข
- 07การตัดต่ออัตโนมัติไว้ทีหลัง ช่วงแรกอัดแล้วตัดเองหรือส่งคนตัดก็ได้ เมื่อรู้แล้วว่าชอบหน้าตาคลิปแบบไหน ค่อยเขียนเป็น Style Kit แล้วให้ระบบทำแทน
สิ่งที่ระบบนี้ทำไม่ได้
พูดตรงๆ ไว้ตรงนี้ด้วยครับ
- ▸ไม่ได้รับประกันว่าคลิปจะไวรัล ระบบช่วยให้ทุกคลิปมีมาตรฐานขั้นต่ำที่ดี และทำได้สม่ำเสมอ แต่คลิปไหนจะปังยังต้องวัดผลจริงแล้วปรับกันไป
- ▸ไม่ได้อัดคลิปแทนเรา หน้า เสียง และพลังงานตอนพูด ยังเป็นของเรา และเป็นเหตุผลที่คนจะกดติดตาม
- ▸ไม่ได้คิดแทนเรา ระบบเร็วขึ้นมาก แต่คนที่ต้องอ่าน ตัดสินใจ และรับผิดชอบสิ่งที่พูดออกไป ยังเป็นเจ้าของช่อง
สรุป
AI ช่วยให้ผมทำคลิปได้เยอะขึ้นมาก แต่สิ่งที่คนดูจะจำได้ ยังเป็นเสียง ความเชื่อ และเรื่องที่ผมเล่า ส่วนนี้ผมไม่ยกให้ AI ทำแทน
เริ่มต้นทำระบบแบบนี้
ดาวน์โหลดไฟล์ Setup.md
อยากเริ่มต้นทำระบบแบบนี้ ดาวน์โหลดไฟล์ Setup.md ไปบอกให้ Codex หรือ Claude Code ของคุณใช้งานได้เลย สร้างโฟลเดอร์ว่าง วางไฟล์นี้ไว้ข้างใน เปิด AI ในโฟลเดอร์นั้น แล้วพิมพ์ว่า "อ่าน Setup.md แล้วช่วยตั้งระบบให้ผมที" AI จะถามทีละข้อว่าอยากใช้งานแบบไหน แล้วสร้างระบบให้ตามคำตอบ




